Home อาหารและสุขภาพ
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 104794
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday83
mod_vvisit_counterYesterday164
mod_vvisit_counterThis week83
mod_vvisit_counterLast week1365
mod_vvisit_counterThis month888
mod_vvisit_counterLast month6261
mod_vvisit_counterAll days89610

Online (20 minutes ago): 6
Your IP: 38.107.191.106
,
Today: ก.ย. ๐๕, ๒๕๕๓

thaisarn healthy news

  • ไข้เลือดออกปี2010 ทั้งประเทศเพิ่มหลายหมื่นคน
    ยอดผู้ป่วยไข้เลือดออกที่รายงานเพิ่มเป็นห้าหมื่นกว่า รายทั่วประเทศ ศธ.เร่งรายงานตัดตอนวงจรป้องกันระบาดมากกว่านี้
  • มนุษย์แมลง 2 ภาวะหลงผิดคิดว่าตนเองมีแมลงในตัว
    ภาวะที่คนไข้คิดว่าตนเองมีแมลงในตัวอีกภาวะ คือ ไม่มีแมลงอยู่จริง แต่เป็นโรคทางจิต ที่คิดว่าตนเองมีปรสิตหรือแมลง (DP หรือ delusion of parasitosis)
  • มนุษย์แมลง 1 มีแมลงออกจากตัวจริง (โรคผิวหนังจากแมลง)
    lt;Pgt;มีข่าวเกี่ยวกับสุขภาพช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับ มนุษย์ที่มีแมลงไชออกมาที่ผิวหนัง ซึ่งในทางการแพทย์ แยกเป็น2 แบบคือ มีแมลงจริง กับจิตหลอนแล้วคิดไปเองว่าตนเองมีแมลง ในวันนี้จะเสนอในแง่ของ มีแมลงไชออกมาจากตัวจริงๆlt;/Pgt;
  • พ่อแม่ควรพูดคุยเรื่อง sex กับลูกในวัยรุ่นหรือไม่
    หลายๆครอบครัว วิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อลูกย่างเข้าสู่วัยรุ่น เมื่อฮอร์โมนเปลี่ยน เราจะเห็นลูกๆของเราเปลี่ยนไป ในแง่ของร่างกาย และทั้งในแง่ของจิตใจ มีหลายๆท่านวิตกกังวล และไม่แน่ใจว่าการให้คำปรึกษาแบบเปิดอก เกี่ยวกับเรื่องเพศ และสุขภาพพวกนี้จะเป็นผลดีหรือผลร้ายแก่วัยรุ่น
  • ไสยศาสตร์ ของขลัง ช่วยให้ชนะได้จริง ผลการวิจัยยืนยัน
    16 กค. 53 :หลายๆคนอาจจะเชื่อว่า เครื่องลางของขลังนำโชค จะช่วยให้เราชนะในการเรียน การสอบ หรือแข่งขัน แต่หลายๆคนมองเห็นตรงข้าม แต่เมื่อเร็วๆนี้ ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลญน์ เยอรมนี พบว่า การมีของขลังและเชื่อมั่น ทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น และทำให้ได้แต้มในการแข่งสูงขึ้นด้วย
  • ปรับปรุงเว็บสุขภาพใหม่พร้อมเนื้อหา
    thaihealth ย่างเข้าปีที่ 8 นำเสนอรูปแบบใหม่ของเว็บสุขภาพครับ ช่วงหลังๆจะเห็นว่า เราห่างการอัพเดตไปหลายวันหรือเป็นเดือน ด้วยเหตุผลหลายอย่าง
  • ทำไมแผลถึงหายไว อวัยวะไหนเลือดมาเลี้ยงมากแผลหายไวจริงหรือ
    หลายคนคงเคยสังเกตว่า แผลผ่าตัดบางที่ หายไว ไม่ต้องทำแผลบ่อย แผลก็ติดกันเอง ส่วนบางที่แผลหายช้า อะไรคือปัจจัย แพทย์บางคนเคยบอกว่า ที่ไหนเลือดมาเลี้ยงมาก ที่นั้นแผลหายไว จริงหรือ
  • ไวรัสบี และการอักเสบของเส้นเลือดในสมอง
    จากข่าวการเสียชีวิตของนักร้องคนหนึ่งของไทย เนส ธนดล ว่าด้วยเรื่องไวรัสตับอักเสบ ที่เกี่ยวเนื่องกับสมอง แม้ว่าข่าวตอนแรกๆจะออกไปเชิงสับสนว่าไวรัสขึ้นสมอง แต่ช่วงหลังข่าวออกมาว่าเป็นเพราะแพ้ยาที่รักษาไวรัสตับ ทำให้เกิดปัญหา แม้ว่าจะยังไม่พบคำตอบ แต่การติดเชื้อของไวรัสบี ก่อให้เกิดปัญหาทางสมองเช่นกันแต่เป็นเรื่องของ เส้นเลือดในสมองอักเสบซึ่งพบได้น้อยมาก
  • แพทย์ไทยใกล้วิกฤต งานหนักแถมเงินน้อย
    lt;Pgt;แพทย์ไทย แม้จะทำงานหนักแต่ทว่ามีความเสี่ยงต่อการฟ้องร้องสูง ซ้ำรายได้ในภาครัฐบาลยังเทียบไม่ได้ lt;/Pgt;
  • ระวัง!เริ่มไข้หวัดใหญ่2009ระบาดรอบ2 อาการปอดบวมจะเพิ่มมากขึ้น
    นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า จากการเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคไข้หวัดและโรคปอดบวมที่เข้ารักษาในโรงพยาบาล พบเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 เพิ่มขึ้นทั้ง 2 กลุ่ม
  • สธ.เริ่มฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่2009ในไทยแล้ว
    วัคซีนจำนวน 2 ล้านโดสจากปรเทศฝรั่งเศส มาถึงเมืองไทยแล้วและเริ่มกระจายไปตามรพ.ต่างๆเพื่อฉีดให้กับกลุ่มแรกคือแพทย์ พยาบาล และคนไข้กลุ่มเสี่ยง : thaihealthnews
  • สหรัฐ เรียกเก็บเตียงเด็กอ่อนครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะทำให้เด็กเสียชีวิต
    lt;Pgt;เตียงชนิดที่สามารถเอาข้างเตียงลงได้ แบบที่ทำจากพลาสติก ของบริษัท storkcraft และบางครั้งติดfisher-price มีปัญหาทำให้เด้กติดอยู่ข้างเตียง หายใจไม่ออก โดนสำนักงานผู้บริโภคสหรัฐเรียกเก็บถึง lt;STRONGgt;2.1 ล้านอันlt;/STRONGgt;lt;/Pgt;
  • update:ไข้หวัดใหญ่2009 เยอะในเด็ก แย่ในคนแก่
    รายงานล่าสุด ของการระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 ในสหรัฐ ตีพิมพ์ในวารสาร journal of American Medical Association (JAMA)พบว่า ผู้ที่เสี่ยงจะติดโรคคือเด็ก แต่ผู้เสี่ยงต่ออันตรายจากกการแทรกซ้อนคือในผู้สูงอายุ - thnews
  • 6 วิธีลดอาการปวดปลายประสาทในโรคเบาหวาน
    เทคนิคสำหรับการเลือกอาหารเหล่านี้ ในคนไข้เบาหวานที่เราทราบกันดีว่า บางครั้ง อาหารทำให้การควบคุมเบาหวานแย่ และส่งผลให้เกิดปลายประสาทเสื่อมหรืออักเสบ
  • ลอยกระทงออนไลน์ ปีที่ 7 ไทยเฮลท์
    การลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าปฏิบัติกันมาแต่เมื่อไร เพียงแต่ท้องถิ่นแต่ละแห่งก็จะมีจุดประสงค์และความเชื่อในการลอยกระทงแตก ต่างกันไป เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
อาหารและสุขภาพ
PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๙ เวลา ๐๗:๒๕ น.

เจาะลิ้น-อวัยวะเพศเจ็บแถมเสี่ยงตาย!

การเจาะผิวหนังสามารถทำได้ทั่วร่างกาย แต่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ หากวิธีที่ทำไม่สะอาด
เจาะลิ้น-อวัยวะเพศเจ็บแถมเสี่ยงตาย!
ใช้เครื่องมือสกปรก รวมทั้งเจาะบริเวณที่ไม่เหมาะสม เช่น เจาะลิ้น เจาะอวัยวะเพศ ตามที่เป็นข่าวเกรียวกราวอยู่ในตอนนี้

รศ.พญ.พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน สาขาตจวิทยา (ผิวหนัง) ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเจาะผิวหนังที่นิยม คือ บริเวณติ่งหู อาจเจาะมากกว่า 1 รู ตามความชอบของแต่ละบุคคล ในบางรายเจาะเป็นช่องขนาดใหญ่จนใส่ถ่านไฟฉายได้

ส่วนบริเวณอื่น ๆ ที่มีการเจาะ เช่น

ใบหูด้านบนและติ่งหูด้านใน จะเจาะผ่านกระดูกอ่อนเป็นช่องขนาดใหญ่กว่าห่วงตุ้มหูเพื่อให้ทำความสะอาดง่าย แผลจะหายช้ามาก

ปลีกจมูก นิยมเจาะบริเวณร่องจมูกซึ่งติดกับสันจมูก

ผนังกั้นช่องจมูกเหนือ ริมฝีปากบน เจาะระหว่างรอยต่อของกระดูกอ่อนของผนังกั้นช่องจมูกกับเนื้อของจมูกซึ่งหักจากปลายจมูก ต่อกับร่องริมฝีปากบน เมื่อใส่ห่วงจะห้อยลง

คิ้ว เจาะได้ตลอดแนวคิ้ว แต่นิยมเจาะปลายคิ้ว

ริมฝีปาก เจาะบริเวณใดก็ได้ตลอดแนวริมฝีปาก โดยเจาะให้รูเจาะด้านหนึ่งอยู่นอกริมฝีปาก อาจใส่เป็นห่วงหรือตุ้มประดับ

ง่ามนิ้ว มักเจาะง่ามนิ้วระหว่างหัวแม่มือและนิ้วชี้ เนื่องจากมือจะต้องใช้งานจึงทำให้แผลหายยาก

หัวนม พบว่า แผลบริเวณนี้จะหายช้า

สะดือ นิยมใน ผู้หญิงในสมัยโบราณ ชาว อียิปต์นิยมการเจาะผิวหนังบริเวณสะดือเช่นกัน แผลจากการเจาะบริเวณสะดือจะหายช้ามาก

ลิ้น เจาะบริเวณกลางลิ้น ห่างจากปลายลิ้น 1 นิ้ว เพื่อมิให้เจาะทะลุผ่านหลอดเลือด เครื่องประดับที่นิยมใส่เป็นลักษณะตุ้ม

การดูแลหลังเจาะจะเหมือนการเจาะหู แต่แผลบริเวณหัวนมและสะดือจะหายช้ากว่า ส่วน การเจาะผิวหนังในช่องปาก จะมีเลือดออกมากโดยเฉพาะบริเวณลิ้นซึ่งมีหลอดเลือดขนาดใหญ่ ถ้าการเจาะทะลุผ่านหลอดเลือดอาจเสียเลือดมาก และ การติดเชื้อในช่องปากจะพบสูงกว่าการเจาะผิวหนังบริเวณอื่น

การเจาะลิ้นนอกจากมีปัญหาเลือดออก ยังเกิดเลือดคั่งหลังเจาะ บางครั้งแผลจะบวม เจ็บปวดมากทำให้รับประทานอาหารไม่สะดวก น้ำลายออกมาก การดูแลแผลจะยุ่งยากและ เกิดการติดเชื้อสูง ส่วนปัญหาระยะยาว คือเครื่องประดับที่ใส่ลิ้นจะกระทบกับฟันทำให้ฟันสึกบิ่นหรือหัก บางรายอาจทำให้รากฟันตาย อีกทั้งการใส่ตุ้มประดับในช่องปากยังเป็นที่หมักหมมของเศษอาหารทำให้เกิดการอักเสบ มีกลิ่นปาก พูดไม่ชัด เกิดปัญหาในการสื่อสาร

ด้าน นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์โรคผิวหนัง กล่าวถึงการเจาะอวัยวะเพศว่า คนจิตใจปกติคงไม่มีใครเจาะ คนที่เจาะมักจะมีอาการป่วยทางจิต หรือติดยาเสพติด ทำให้ไม่มีวิจารณญาณ บางคนต้องการเรียกร้องความสนใจ ให้ตัวเองดูเด่น สิ่งที่อยากเตือน คือ การใช้เข็มเจาะร่วมกัน หากเข็มไม่สะอาดอาจได้รับ เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และซี ทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งตับ หรือ ติดเชื้อแบคทีเรียลามเข้าสู่กระแสเลือด เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือติดโรคเอดส์ ที่สำคัญผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจรั่ว เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ไม่ควรเจาะไม่ว่าบริเวณใด เพราะอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และก่อให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะซ้ำเติมโรคที่เป็นอยู่

น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การเจาะอวัยวะเพศหญิงนอกจากจะเจ็บปวดและรำคาญแล้ว การเสียดสีบ่อย ๆ อาจทำให้เกิดการอักเสบได้ อีกทั้งบริเวณดังกล่าวมีความอับชื้น มีเส้นเลือดหล่อเลี้ยงมาก อาจก่อให้เกิดบาดแผล อักเสบ บวมแดง ติดเชื้อตามมา ซึ่งเชื้อโรคอาจลุกลามไปยังปีกมดลูก ท่อปัสสาวะ และไต หากมีการติดเชื้อไปในกระแสโลหิตอาจทำให้เสียชีวิตได้

ส่วนในผู้ชายนั้น น.ต.นพ.บุญเรือง บอกว่า ไม่ค่อยนิยมเจาะอวัยวะเพศ แต่จะเน้นฝังมุกฝังโลหะเหมือนลูกปืน และเย็บปลายองคชาตให้เกิดแผลขรุขระ โดยเชื่อว่าเวลามีเพศสัมพันธ์จะทำให้ผู้หญิงพอใจ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด มักพบในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด และวัยรุ่น ปัญหาที่พบมากในกลุ่มนี้ คือ เกิดแผลอักเสบติดเชื้อ ลามไปยังท่อปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก ทำให้เกิดการอักเสบ บางรายองคชาตเน่า จนต้องตัดทิ้ง นอกจากนี้ อาจทำให้เกิดแผลในฝ่ายหญิง ที่ไปมีเพศสัมพันธ์ และแพร่โรคเอดส์ หรือไวรัสตับอักเสบบี.

นวพรรษ บุญชาญ : สัมภาษณ์


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
แก้ไขล่าสุด ( วันเสาร์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๗:๐๗ น. )
 
ขมิ้นแก้โรคกระดูกพรุน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๙ เวลา ๐๗:๑๗ น.

ขมิ้นแก้โรคกระดูกพรุน

ทราบหรือไม่ว่าการรับประทานขมิ้นก็สามารถรักษาโรคกระดูกพรุนได้ วันนี้เรามีเรื่องนี้มาฝาก
ขมิ้นแก้โรคกระดูกพรุน

การรับประทานแกงที่มี "ขมิ้น" เป็นส่วนประกอบ เช่น แกงกะหรี่ มีส่วนช่วยป้องกันโรคกระดูก ข้ออักเสบ และโรคกระดูกได้

ทีมนักวิทยาศาสตร์สหรัฐ จากมหาวิทยาลัยอริโซนา ระบุว่า ขมิ้นซึ่งมักใช้เป็นส่วนผสมในอาหารประเภทแกงเผ็ด หรือแกงสีเหลืองทั้งหลาย มีสรรพคุณช่วยบำบัดโรคได้

ในวงการแพทย์เอเชียใช้ขมิ้นในการรักษาโรคต่าง ๆ มานานหลายร้อยปี เช่น อาการอักเสบ และพบว่า สารเคอร์คูมิน ที่อยู่ในขมิ้น มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคข้อต่ออักเสบได้ และช่วยรักษาอาการอักเสบ พอง หรือบวมของโรคอื่น ๆ ได้ เช่น โรคหืด ลำไส้อักเสบ และโรคกระดูก

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าใครไม่อยากเป็นโรคกระดูกพรุน ลองหาขมิ้นมารับประทานกันดูได้.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
แก้ไขล่าสุด ( วันเสาร์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๗:๕๘ น. )
 
ไร้อารมณ์ร่วมรัก….หลังคลอด PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๙ เวลา ๐๐:๑๔ น.

ไร้อารมณ์ร่วมรัก….หลังคลอด

มีคนกล่าวเรื่องตลกบนความเศร้าเคล้าความจริงว่า ถ้าอยากให้เธอหยุดร่วมรักกับคุณ ก็จงรีบให้เธอมีลูกเสียสิ อยากจะหัวเราะ แต่น้ำตาแทบหยดทั้งสองฝ่าย กับคำที่บอกว่า เหนื่อย ไม่ว่าง ลูกจะตื่น ฯลฯ เป็นข้ออ้างหรือเธอหมดรักคุณแล้ว
พญ.นิศานาถ ธนะภูมิ
มีคนกล่าวเรื่องตลกบนความเศร้าเคล้าความจริงว่า ถ้าอยากให้เธอหยุดร่วมรักกับคุณ ก็จงรีบให้เธอมีลูกเสียสิ อยากจะหัวเราะ แต่น้ำตาแทบหยดทั้งสองฝ่าย กับคำที่บอกว่า เหนื่อย ไม่ว่าง ลูกจะตื่น ฯลฯ เป็นข้ออ้างหรือเปล่า เธอพูดจริง หรือเธอหมดรักคุณแล้ว ทำไมต้องอ้างแต่ลูก แล้วผมหละทำไมเธอต้องปฏิเสธ มาดูกันดีกว่า การที่เธอปฏิเสธคุณมันต้องมีสาเหตุแน่นอน แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร
ไร้อารมณ์ร่วมรัก….หลังคลอด
  • กลัวเจ็บแผล กลัวแผลแยก
    ในชีวิตจริง นี่คือสิ่งที่ทุกคนกลัว ไม่ว่าจะคลอดเองตามธรรมชาติทางช่องคลอด หรือผ่าตัดเอาลูกออกทางหน้าท้อง ก็ย่อมมีแผลที่เย็บไว้ แต่แผลจะหายเมื่อไร แล้วจะมีปัญหาไหม นี่คือความกริ่งเกรงกลัวในใจของคนที่มีแผลทุกคน


    ธรรมชาติคือ แผลเย็บทั้งหลายมักจะสมานดีหายได้ไม่ปริแยกจากกันใน 10-14 วัน ส่วนใหญ่การตัดไหมมักจะทำในวันที่ 7 หลังผ่าตัด แผลที่ฝีเย็บตรงปากช่องคลอดมักใช้ไหมละลาย ซึ่งจะละลายไปเองใน 1-2 เดือนแล้วแต่ลักษณะของไหมที่ใช้


    ดังนั้นก็คือ ถ้าไม่รู้สึกเจ็บร้าวระบมที่แผลเมื่อไร ก็ไม่ได้ห้ามที่จะร่วมรักกัน คุณสามีก็ควรลองถามไถ่ภรรยาอย่างห่วงใยบ้างว่ายังเจ็บแผลอยู่ไหม

  • กลัวการติดเชื้อ
    ในชีวิตจริง หลังคลอดจะมีเลือดออกจากโพรงมดลูกตรงส่วนที่รกเคยเกาะและลอกตัวออกไปหมดแล้ว เรียกเลือดที่ออกนี้ว่าน้ำคาวปลา


    ธรรมชาติคือ ใน 2-3 วันแรกจะมีน้ำคาวปลามากหน่อย แล้วค่อยๆ ลดลงเหลือเพียงสีชมพูจางๆ จนหมดไปใน 3 สัปดาห์ นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าแผลที่รกลอกออกหายดีแล้ว ถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง ขณะที่ลูกดูดนม แม่จะมีสาร oxytocin หลั่งออกมาเพื่อช่วยให้มดลูกบีบตัวก็จะรู้สึกหน่วงๆ ที่มดลูกตรงบริเวณท้องน้อยได้ ขบวนการนี้จะทำให้เลือดหยุดได้ดีและมดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น


    นั่นก็คือ 3 สัปดาห์หลังคลอด หรือหลังจากน้ำคาวปลาหมด ก็จะร่วมรักกันได้โดยที่โอกาสติดเชื้อจะน้อยลงแล้ว

  • กลัวว่าถ้าร่วมรักกันแล้วน้ำนมจะไหล
    ในชีวิตจริง แม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองเต้านมจะคัดและเจ็บตึง เมื่อมีการแตะต้อง จับ ดูด ก็มักจะมีน้ำนมไหลได้เสมอ


    ธรรมชาติคือ เมื่อเวลาที่มีการเล้าโลมก่อนร่วมรักมักมีการลูบคลำดูดจับเต้านมด้วยเสมอ


    นั่นก็คือ การร่วมรักกันหลังจากที่ให้นมลูกอย่างพอเพียงและลูกหลับแล้วใหม่ๆ ก็อาจช่วยลดภาวะน้ำนมไหลได้

  • กลัวว่าจะท้องอีก
    ความจริงคือ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเริ่มคุมกำเนิดดี ถ้าไม่คุมแล้วจะท้องไหม


    ธรรมชาติคือ
    หลังจากคลอดแล้วจะเริ่มมีการตกไข่ได้เร็วที่สุดที่ประมาณ 40 วันหลังคลอด แต่ถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง ฮอร์โมน prolactin ที่กระตุ้นการผลิตน้ำนมจะช่วยห้ามไม่ให้มีการตกไข่ ก็เป็นการคุมกำเนิดในทางธรรมชาติกรายๆ แต่ไม่แน่นอนนัก


    นั่นก็คือ ยังไงๆ ก็ควรจะคุมกำเนิดก่อนที่จะเริ่มร่วมรักกัน ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะใช้วิธีไหนดี หรือยังไม่ได้ปรึกษาใคร ใช้ถุงยางคุมกำเนิดด้วยทุกครั้งก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาแพทย์ทีหลังก็ได้ โดยปกติ แพทย์มักจะนัดตรวจที่ 4-6 สัปดาห์หลังคลอด เพื่อดูว่าแผลหายดีหรือไม่ มดลูกเข้าอู่หรือยัง ตรวจเช็คมะเร็งที่ปากมดลูกให้เลย รวมทั้งให้คำแนะนำในการเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมให้ด้วย ดังนั้นตามมาตรฐาน มักจะเริ่มมีการร่วมรักกันได้โดยปลอดภัยและสบายใจที่ประมาณ 6 สัปดาห์ หลังคลอด

  • ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง อารมณ์ปรวนแปร ทำให้ไร้อารมณ์ร่วมรัก
    ความจริงคือ ส่วนใหญ่มักจะเริ่มร่วมรักกันครั้งแรกหลังคลอดไปแล้วที่ 3 เดือน มี 20% ที่สบายใจที่จะร่วมรักเมื่อคลอดไปแล้วที่ 6 เดือน และมีมากถึง 57% ที่ร่วมรักกันน้อยมากในช่วงอายุ 1 ปีแรกของลูก


    ธรรมชาติคือ หลังคลอดจะมีฮอร์โมน prolactin หลั่งออกมาเพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนมให้ลูกกิน ร่วมกับฮอร์โมนเอสโตรเจนยังคงน้อยลงอยู่ทำให้ช่องคลอดแห้งเมื่อนอนร่วมรักกันก็มักจะเจ็บเพราะไม่มีน้ำหล่อลื่นพอ ระดับของฮอร์โมนสองตัวนี้ช่วยกันทำให้ความสนใจในการอยากร่วมรักลดลง ตราบนานเท่าที่ยังให้นมลูกอยู่


    นั่นก็คือ เมื่อคุณรับรู้ว่าการที่เธอยังไม่มีความพร้อมทางอารมณ์ที่จะร่วมรักกับคุณนั้นไม่ใช่เพราะหมดรักหมดความต้องการคุณ แต่เป็นเพราะธรรมชาติที่ให้มาว่านมแม่ดีและเหมาะสมสำหรับลูกตัวเองและเมื่อลูกเล็กนั้นมีความจำเป็นที่จะให้แม่ต้องสนใจดูแลปกป้องห่วงใยลูกตัวเองยิ่งกว่าอื่นใด คุณก็น่าที่จะเข้าใจและทำใจได้ระดับหนึ่ง คุณแม่คนใหม่ก็ควรทำความเข้าใจว่าที่คุณพ่อของลูกต้องการนั้นคือ ความรู้สึกมั่นใจว่าคุณยังรักและสนใจห่วงใยและต้องการเขาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไป พูดคุยกันให้ความเอื้ออาทรถามไถ่กัน ช่วยกันดูแลลูกแบ่งปันผ่อนคลายความเหนื่อยล้ากังวลด้วยกัน ความผูกพันเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่บอกความมั่นคงของจิตใจในความรักได้โดยไม่ต้องร่วมรัก

  • วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลง เหนื่อยล้า กังวล วิตก ทำให้เศร้าหมอง
    ความจริงคือ ในช่วง 2 สัปดาห์หลังคลอด คุณแม่คนใหม่มักยังเหนื่อยล้าจากการคลอด และมักจะมีความสับสน วุ่นวายใจ จัดตัวเองไม่ถูกว่าจะทำอะไรอย่างไรดี ไหนจะลูกที่ยังไม่รู้จะเลี้ยงยังไง ต้องกินนมทุก 2-3 ชั่วโมง จะหมุนตัวทำอะไรก็ไม่ทัน ง่วงจะตายนอนก็ไม่หลับ ตัวเองยังไม่ทันจะได้เข้าห้องน้ำอาบน้ำเลยลูกร้องอีกแล้ว อะไรกันนักกันหนานะ ไหนจะสามีที่ไม่รู้ว่าจะดูแลยังไง บางครั้งอาจเศร้ามากจนต้องร้องไห้


    ธรรมชาติคือ เมื่อระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงทำให้อารมณ์แปรปรวนและเกิดอาการเศร้าหมองได้ ก็มักจะไม่มีอารมณ์ที่จะทำสิ่งอื่นใดรวมทั้งร่วมรักด้วย


    นั่นก็คือ จากสถานะที่เคยเป็นคนรักกันเมื่อยังไม่มีลูก กลับกลายเป็นพ่อแม่คน ความรู้สึกรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ขึ้นต้องการการปรับตัวและช่วยประคับประคองจิตใจดูแลเอาใจใส่กัน ช่วยกันดูแลลูกร่วมกันแบ่งเบาภาระซึ่งกันและกัน ก็จะช่วยให้คุณแม่คนใหม่ค่อยคลายกังวลได้ และค่อยปรับตัวดูแลลูกได้ แต่บางคนถ้าไม่สามารถผ่านภาวะนี้ไปได้ กลับวิตกมากขึ้นกินไม่ได้นอนไม่หลับกระสับกระส่าย สับสน ดูแลตัวเองไม่ได้ ก็จำเป็นต้องปรึกษาจิตแพทย์เพื่อช่วยแก้ไข

  • รูปร่างที่เปลี่ยนไป น้ำหนักที่มากขึ้นทำให้ไม่มั่นใจ
    ในชีวิตจริง น้ำหนักที่เพิ่มเกินพิกัดหลังคลอดแล้วยังลดไม่ได้เลย รูปร่างน่าเกลียด เขาจะยังอยากกอดเราอยู่อีกหรือน่าอายรูปร่างที่น่าเกลียดของตัวเองจะตาย


    ธรรมชาติคือ ถึงแม้ว่าคุณจะเห็นว่าเธอยังสวยอยู่หรือไม่ได้สนใจว่าเธออ้วนยุ้ยจนน่าเกลียดมากแค่ไหน แต่ผู้หญิงเกือบจะทุกรายย่อมกลัวความเปลี่ยนแปลงของรูปร่างที่เปลี่ยนไปในทางที่ไม่สวยว่าจะเป็นเหตุทำให้สามีเลิกรักเลิกสนใจ


    นั่นคือ อย่าได้พูดล้อเลียน หยอกเย้ากระเซ้าแหย่บ่อยๆ ถึงรูปร่างที่เธอเปลี่ยนในขณะที่เธอกำลังพยายามปรับปรุงให้ดูดีเหมือนเดิม เพราะเหมือนกับเป็นการย้ำเตือนว่าคุณไม่อยากกอดผู้หญิงที่มีรูปร่างเช่นเธอ คุณควรกอดเธอและให้ความมั่นใจกับเธอว่ารูปร่างที่เปลี่ยนไปไม่ได้ทำให้ความรักที่คุณมีต่อเธอเสื่อมคลายลงได้
เมื่อรู้สาเหตุ รู้ธรรมชาติแล้ว หวังว่าทั้งคู่คงเข้าใจถึงอารมณ์และจิตใจซึ่งกันและกันดีขึ้น และเมื่อเธอมีความพร้อมเธอก็คงไม่ปฏิเสธที่จะให้คุณกอดและร่วมรักกับคุณแน่นอน
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today
ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today
แก้ไขล่าสุด ( วันเสาร์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๗:๕๙ น. )
 
PDF พิมพ์ อีเมล

ผลเสียจากการกินน้ำตาล

ทราบหรือไม่ว่าการกินน้ำตาลมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ วันนี้เรามีเรื่องนี้มาฝาก
ผลเสียจากการกินน้ำตาล

ถึงแม้ว่าน้ำตาลจะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็มีผลเสียต่อสุขภาพเป็นของแถมตามมาอีกหลายโรคดังนี้

1. เมื่อกินน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลเชิงเดี่ยว (น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในนม) น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล

2. ทำให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือดและเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง

3. หากยังคงกินน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่น ๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต ดังนั้นอวัยวะเหล่านี้จะค่อย ๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมัน และน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น

4. การกินน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน

5. อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวารหนัก ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับการกินน้ำตาลมากเกินไป

6. น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยู่ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะ "เชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร"

7. น้ำตาลนอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้วยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะและฟันผุได้ และอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่

รู้อย่างนี้แล้ว ควรกินน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
 
PDF พิมพ์ อีเมล

กรดออกซาลิก ในผัก ผลไม้

ผักผลไม้บางชนิด มีกรดออก ซาลิก อยู่ หากกินในปริมาณมากๆ อาจจะไปจับกับแคลเซียมทำให้เกิดนิ่วได้
กรดออกซาลิก ในผัก ผลไม้

ตั้งแต่เกิดมาทุกคนจะถูกปลูกฝังให้กินผัก ผลไม้ เยอะ ๆ ทั้งที่บางคนก็ไม่เคยรู้เลยว่า ในผัก ผลไม้ ที่กินเข้าไปนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร หรืออาจจะมีสารอะไรบ้างที่เป็นพิษต่อร่างกาย

ท่านผู้อ่านรู้หรือไม่ว่า ผัก ผลไม้ บางชนิดที่เรากินเข้าไปทุกวัน มี กรดออก ซาลิก อยู่หากเรากินเข้าไปในปริมาณ มาก ๆ มันอาจจะไปจับกับแคลเซียม ทำให้เกิดนิ่วได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุร วัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ในผักต่าง ๆ จะมีกรดออกซาลิกมาก โดยเฉพาะ ยอดผัก ใบ หรือต้นอ่อน

กรดออกซาลิก มีอยู่ในผักหลายชนิด ได้แก่ ใบชะพลู ยอดพริกชี้ฟ้า ผักปลัง ผักโขม ผักชีฝรั่ง ผักกระเฉด หัวไชเท้า ใบโหระพา หน่อไม้ฝรั่ง บรอกโคลี ผักกาด แครอท มันสำปะหลัง ดอกกะหล่ำ มะเขือ กระเทียม

ในผักบางชนิดนอกจากจะมีกรดออกซาลิกมากแล้ว จะมีแคลเซียมอยู่ในตัวมันเองเยอะด้วย ก็ยิ่งจะรวมตัวกัน และทำให้เกิดนิ่วได้ง่ายขึ้น

ส่วนผลไม้ที่มีกรดออกซาลิก ได้แก่ สับปะรด กล้วยไข่ พุทรา

การกินผักและผลไม้ที่มีกรดออกซาลิก มาก ๆ มันจะไปจับกับแร่ธาตุตัวอื่น ๆ กลายเป็นผลึกออกซาเลต เช่น จับกับแคลเซียม ก็จะกลายเป็น แคลเซียมออกซาเลต จับกับโซเดียม ก็จะกลายเป็น โซเดียมออกซาเลต

กรดออกซาลิกจะชอบไปจับแคลเซียม ทำให้เกิดแคลเซียมออกซาเลตได้ง่าย ยิ่งในปัจจุบันคนชอบกินแคลเซียมเม็ด กรดออกซาลิกก็จะไปจับกับแคลเซียมที่กินเข้าไป หรือไปจับกับแคลเซียมในกระดูก ทำให้เกิดผลึกนิ่ว กระดูกงอก กระดูกย้อย

พอกระดูกของคนเราถูกดึงแคลเซียมออกไป กระดูกก็จะพรุนง่าย ทำให้มีหินปูนงอกตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เอกซเรย์แล้วอาจจะเจอกระดูกงอกตรงนั้นตรงนี้ กลายเป็นก้อนนิ่วเลยก็ได้

ความจริงร่างกายสามารถขับกรดออกซาลิกออกมาทางปัสสาวะได้ แต่ในคนที่มีปัญหาเรื่องไต ไม่ควรกินเพราะร่างกายจะไม่สามารถขับกรดออกซาลิก ออกมาได้หรือขับออกมาได้น้อย ทำให้เกิดนิ่วในไต หรือกระเพาะปัสสาวะได้

คนที่กินแคลเซียมเม็ด ก็ไม่ควรกินผักที่มีกรดออกซาลิก หรือถ้ากินผักที่มีกรดออกซาลิก ก็ไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม เพราะอาจจะเพิ่มความเสี่ยงขึ้นได้

ดังนั้นการกินผัก ผลไม้ ที่มีกรดออกซาลิก ไม่ควรกินในปริมาณที่มากเป็นกิโลกรัม หรือกินติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม

อย่างไรก็ตามผัก และผลไม้ ที่กล่าวมา แม้จะมีกรดออกซาลิก ที่อาจเป็นโทษต่อร่างกาย แต่ประโยชน์ด้านอื่นก็มีเช่นกัน เช่น มีวิตามิน แร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หรือมีคลอโรฟิลล์เยอะ ซึ่งคลอโรฟิลล์จะช่วยนำสารอาหารเข้าไปในร่างกาย ช่วยชะลอเซลล์ที่เสื่อมได้ หลักสำคัญในการกิน คือ กินอาหารที่หลากหลาย ไม่ควรกินอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะยอดผัก มีสีเขียวจัด กลิ่นฉุน กลิ่นแรง.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
 
«เริ่มแรกย้อนกลับ123456ถัดไปสุดท้าย»

หน้า 1 จาก 6
 
ป้ายโฆษณา